วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560
วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2558 เวลา 23:40:00 น.
ส่องญี่ปุ่นฟื้นฟูประเทศ หลังรับมือ"คลื่นสึนามิ2011"

 


โดย โศณภัทร พรหมทอง



หอคอยอพยพสึนามิสูง 11 เมตร ของพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมเหล็ก บริษัท นิปปอน สตีล แอนด์ ซูมิคิน จำกัด (มหาชน)
เชื่อว่าหลายๆ คนคงจำกันได้กับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2011 หรือ พ.ศ.2554 หลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 9 แมกนิจูด ที่มหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากประเทศมหาอำนาจอย่าง "ญี่ปุ่น" ประมาณ 150 กิโลเมตร ทำให้เกิด "คลื่นสึนามิ" ขนาดความสูงถึง 11 เมตร กระหน่ำซัดเข้าประเทศญี่ปุ่น จนสร้างความเสียหายจำนวนมาก โดยเฉพาะเมืองอิวาเตะ และเมืองมิยางิ

รัฐบาลญี่ปุ่นถึงกับได้ขนานนามให้ว่าเป็น "The Great East Japan Earthquake Disaster" หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นหายนะธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดที่ญี่ปุ่นเคยเจอ

ล่าสุดนั้น ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปญี่ปุ่นพร้อมกับนักข่าวในภูมิภาคอาเซียนอีก 5 คน ได้แก่ ศรีลังกา มัลดีฟส์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เพื่อสำรวจผลกระทบจากคลื่นสึนามิในปี 2011 และทำข่าวการฟื้นฟูประเทศ ตามเมืองที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลแปซิฟิก ตามคำเชิญจากองค์กรสื่อต่างประเทศไม่แสวงหาผลกำไรของญี่ปุ่นหรือ Foreign Press Center Japan (FPCJ) ซึ่งจัดโปรแกรม 10 วัน ให้ตัวแทนนักข่าวของแต่ละประเทศได้มีโอกาสสัมภาษณ์ชาวบ้าน ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงรัฐบาลท้องถิ่นและส่วนกลางเพื่อที่จะถ่ายทอดบทเรียนและการรับมือกับคลื่นสึนามิได้

ทั้งนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปพบกับ *คุณอากิโนริ ฮาชิโมโตะ* ฝ่ายควบคุมการจัดทำรายการในสถานการณ์พิเศษ ของสถานีโทรทัศน์และวิทยุสาธารณะของญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันในนาม "เอ็นเอชเค" ซึ่งถือเป็นหน่วยงานสื่อสารมวลชนระดับแห่งชาติของรัฐบาล โดยคุณอากิโนริได้อธิบายการทำงานและการเตรียมการรับมือสึนามิว่า สถานีเอ็นเอชเคมีขั้นตอนรองรับสถานการณ์ คือ 1.เตือนภัยให้ประชาชนเตรียมอพยพผ่านรายการโทรทัศน์ และ 2.การให้ข้อมูลข่าวสารและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยหลังจากเกิดภัยไปแล้ว

ส่วนการทำงานเบื้องต้นสถานีเอ็นเอชเคจะได้รับข้อมูลแผ่นดินไหวและการเตือนภัยจากสำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นหรือJapanMeteorological Agency (JMA) ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรหลักของญี่ปุ่นในการเฝ้าระวังแผ่นดินไหว โดยสำนักอุตุนิยมวิทยาสามารถคำนวณคลื่นความสูงของสึนามิและระยะเวลาก่อนที่จะเข้ามาถึงเมืองได้เร็วมาก หรือภายในระยะเวลา 3 นาที หลังจากแผ่นดินไหวเกิดขึ้น

จากนั้นเมื่อได้ข้อมูลทางสถานีก็จะเริ่มถ่ายทอดข้อมูล ผ่านรายการทีวีในช่วงเวลานั้นๆ เลย ไม่ว่าสถานีตอนนั้นอาจจะกำลังถ่ายละครอยู่ หรือรายการทำอาหาร ทางสถานีจะแสดงข้อมูลกราฟิกพร้อมสัญญาณเตือนสึนามิ ตั้งแต่พื้นที่หรือเมืองที่อาจเจอสึนามิ คลื่นความสูงของสึนามิ และระยะเวลาในการอพยพ

"ทราบกันดีอยู่แล้วว่าญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติร้ายแรงและเกิดขึ้นบ่อยมากที่สุดในโลกตั้งแต่ภูเขาไฟพายุแผ่นดินไหวคลื่นสึนามิดังนั้นคนมักให้ความสำคัญกับข้อมูลข่าวสารเตือนภัยมาก โดยจากการสำรวจพบว่าคนติดตามข่าวสารจากทีวีมากสุดถึง 77 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ วิทยุ 71 เปอร์เซ็นต์ แต่ในวันที่เกิดสึนามิครั้งใหญ่ที่สุดหรือ 11 มีนาคมที่ผ่านมานั้น พบว่าการเตือนภัยของทีวี ไม่ได้ผลที่ดีนัก เพราะคนบางคนไม่ค่อยเชื่อว่าจะเกิดคลื่นสึนามิขนาดใหญ่มาก ประกอบกับข้อมูลของสำนักอุตุนิยมวิทยาฯประเมินคลื่นความสูงของสึนามิต่ำเกินไป ทำให้คนไม่อพยพหนี และต้องเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก"

ดังนั้น สถานีเอ็นเอชเคจึงปรับปรุงการเตือนภัยแบบใหม่ ด้วยการฝึกพิธีกรข่าวและผู้สื่อข่าวที่กำลังรายงานข่าวหรือจัดรายการอยู่ ทำเสียงเตือนภัยและให้ข้อมูลปรากฏการณ์ธรรมชาติด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น! ตกใจ!และน่ากลัว! ให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนที่รับข้อมูลขณะนั้นตื่นตัวตามพิธีกร


(บน) ภาพวงจรปิดของสำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น หรือ Japan Meteorological Agency (JMA) ที่มอนิเตอร์ภูเขาไฟทุกลูกในญี่ปุ่น (ล่าง) สถานที่ทำงานของสำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น หรือ Japan Meteorological Agency (JMA) ที่มอนิเตอร์การเกิดแผ่นดินไหว สึนามิ และส่งข้อมูลเตือนภัยไปยังหน่วยงานอื่นๆ

นอกจากนี้ สถานีเอ็นเอชเคยังฝึกอบรมพนักงานทุกคนให้เตรียมพร้อมกับการรายงานข่าวทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะยามเช้าหรือค่ำและสถานีจะไม่หยุดถ่ายทอดหากเกิดเหตุการณ์ใดๆ เพื่อให้คนสามารถติดตามข่าวสารได้ตลอด

หลังจากนั้นนักเขียนได้ลงพื้นที่ไปเมืองเซนไดซึ่งอยู่ในจังหวัดมิยางิที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในญี่ปุ่นจากคลื่นสึนามิโดยได้พบกับ "ฮิโรตากะ ฟูตามูระ" ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอน สตีล แอนด์ ซูมิคิน จำกัด (มหาชน) อุตสาหกรรมผลิตเหล็ก ซึ่งเขาเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ในวันที่เกิดเหตุการณ์ว่า

ตอนนั้นมีพนักงานที่ทำงานอยู่ในโรงงานอยู่ประมาณ 76 คน โดยตอนทราบข่าวการเตือนภัย ทุกคนอยากกลับบ้านไปหาครอบครัวหมด แต่หัวหน้างานไม่อนุญาตให้กลับ เพราะจากการฝึกให้เตรียมการสึนามิมาตลอด 8 ปีนั้น ได้สอนให้พนักงานหนีขึ้นที่สูงให้เร็วที่สุดและห้ามใช้รถ ทำให้พนักงานต้องหนีขึ้นที่สูงตามตึกของโรงงาน และโชคดีมากที่ทางเข้าหน้าโรงงาน มีภูเขาจำลอง "Artificial hill" ซึ่งเป็นภูเขาที่สร้างขึ้นไว้เพื่อกันเสียงที่ดังจากโรงงานอุตสาหกรรมไปยังชุมชนหมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้ภูเขานั้นถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยคุ้มครองพนักงานประจำโรงงานไปแล้ว

"ตอนที่อพยพหนีขึ้นที่สูงตามตึกหรือภูเขาจำลองตอนนั้นอากาศหนาวมากไม่มีของกินเตรียมพร้อมและติดอยู่บนที่สูงเกือบ 2 วัน โชคดีในช่วงนั้นมีพนักงานที่ชอบสูบบุหรี่ เอาไฟแช็กติดตัวมา จึงก่อกองไฟได้ ซึ่งก็กลายเป็นมุตลกประจำโรงงานไปเลยว่าการสูบบุหรี่ก็มีประโยชน์"

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน ทำให้ภายในปีเดียวกัน ด้วยความที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมเหล็กอยู่แล้ว ทางบริษัทจึงสร้าง "หอคอยอพยพสึนามิ" ขึ้นมาโดยเฉพาะ มีความสูงจากพื้นดินประมาณ 11 เมตร หอคอยประกอบด้วยสามชั้น ชั้นแรกเป็นเพียงโครงสร้างหอคอย มีเพียงเสาเท่านั้น ส่วนชั้นที่ 2 เป็นชั้นสำหรับเก็บของ เช่น ผ้าห่ม อาหาร วิทยุ ไฟฉาย เสื้อผ้า และชั้นที่ 3 เป็นชั้นสำหรับนอน โดยหอคอยสามารถรองรับคนได้ถึง 400-500 คน

ดังนั้น จึงถือเป็นโรงงานอุตสาหกรรมต้นแบบของญี่ปุ่นทีเดียว ในด้านการดูแลความปลอดภัยของพนักงานกับเหตุการณ์คลื่นสึนามิ


(บน) คุณครูและเด็กนักเรียนกำลังเรียนหลักสูตรเตรียมตัวสึนามิ ที่โรงเรียนประถมศึกษาชิชิโกะ (ล่าง) สถานีโทรทัศน์และวิทยุสาธารณะของญี่ปุ่น "เอ็นเอชเค" ถ่ายทอดสดเหตุการณ์สึนามิ พร้อมบอกข้อมูลกราฟิกขนาดของคลื่น เตือนภัยเมืองอื่นๆ

อีกทั้งหลังจากไปดูโรงงานอุตสาหกรรมเหล็กเสร็จสิ้น ผู้เขียนยังได้นั่งรถไปที่โรงเรียนประถมศึกษาชิชิโกะ ในเมืองเซนไดด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นโรงเรียนต้นแบบของการเปิดหลักสูตรการเรียนการสอน สำหรับการเตรียมพร้อมภัยสึนามิกับเด็กนักเรียน ทั้งนี้ "มาซากิ นาคัทซูจิ" รองผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนี้อธิบายถึงหลักสูตรการสอนว่า ได้กำหนดให้นักเรียนเรียนสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง


โดยวิธีการสอนคือ เน้นการมีส่วนร่วมของเด็กในชั้นเรียนผ่านเกม ด้วยครูหรือผู้นำชุมชนอาสาสมัครจะให้สถานการณ์จำลองขึ้นมาหากเกิดภัยสึนามิ และให้เด็กนักเรียนบอกว่า จะต้องเตรียมของอะไรบ้างในความคิดเห็นของแต่ละคน เช่น บางคนอาจหยิบผ้าห่มเพราะกลัวหนาว บางคนหยิบเครื่องช่วยฟังเพื่อเอามาให้คนสูงอายุ บางคนให้เตรียมยาไว้เผื่อบาดเจ็บหรือป่วย

"วัตถุประสงค์ของหลักสูตร ไม่ได้ต้องการทำให้เด็กกลัว แต่ต้องการให้เห็นความสำคัญของการเตรียมตัวก่อนเกิดสึนามินี้ โดยหลักสูตรจะทำให้เด็กช่วยเหลือทั้งตัวเองและผู้อื่น และจะเน้นการสอนให้เด็กเจอกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า เพราะการตัดสินใจในสถานการณ์นั้นๆ จะสำคัญกว่าความรู้ที่เรียนมาอีก"

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นพยายามเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองมากขึ้น ซึ่งประเทศไทย แม้จะไม่เจอกับภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงหรือบ่อยเท่าญี่ปุ่น

แต่ทางที่ดี รัฐบาล ภาคสังคม หรือเอกชน ก็ไม่ควรเพิกเฉยต่อการเตรียมการไว้เช่นกัน

m.matichon.co.th