วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557
วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 08:03:03 น.
กล้า สมุทวณิช เขียน น้ำใจอันเสมอภาค

 

ที่มา : คอลัมน์ คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง มติชนรายวัน

โดย กล้า สมุทวณิช


กลายเป็นว่ามีประเด็นน่าสนใจจากเหตุเกิดบนรถไฟฟ้าอีกครั้งหนึ่งในสัปดาห์นี้ เรื่องของเรื่องคือ มีสตรี (ผู้อาจจะไม่ใคร่สุภาพนักหากพิจารณาจากข้อความที่เธอใช้) คนหนึ่ง ได้ถ่ายและแชร์ภาพของชายโชคร้ายวัยทำงานผู้นั่งอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่อยู่บนเก้าอี้ของรถไฟฟ้า BTS พร้อมถ้อยคำเบิกประจานให้เข้าใจได้ว่า เป็นเพราะชายผู้นั้นไม่ยอมลุกให้เธอนั่งบนรถไฟฟ้า 

หลังจากนั้น ภาพดังกล่าวก็แพร่ออกไปผ่านการแชร์และกระทู้ในเว็บบอร์ด เรื่องกลายเป็นว่า หญิงสาวผู้ถ่ายภาพถูกถล่มจมธรณีด้วยกระแสต้านกลับว่า เธอได้เสียบประจานชายผู้เคราะห์ร้ายเพื่อเรียกร้องสิทธิที่เธอไม่สมควรจะได้รับ เพราะเพียงความเป็นผู้หญิงของเธอไม่ใช่สาเหตุเพียงพอให้ผู้อื่นต้องสละที่ให้ กระแสตีกลับนั้นเล่นเอาจนเธอต้องปิด Facebook ไปชั่วคราว และจดจำเรื่องนี้ไว้เป็นบทเรียนราคาแพง

มีผู้กล่าวสรุปเรื่องนี้ไว้ว่า "ผู้หญิงบางคนเรียกร้องความเท่าเทียมกับผู้ชาย ไปพร้อมๆ กับจะเอาน้ำใจอย่างสุภาพบุรุษ"

แม้รถไฟฟ้าที่เป็นเหมือนการเดินทางของคนชั้นกลางชาวกรุงเทพฯนั้น จะมีอายุกว่าสิบปีแล้ว แต่ถ้าเทียบกับในต่างประเทศเขามีมานับร้อยปีหรือหลายสิบปีแล้ว วัฒนธรรมการโดยสารรถไฟฟ้าจึงออกจะคล้ายๆ สิ่งที่เพิ่งจะมี อายุใกล้ๆ เคียงกัน คือ "หลักความเสมอภาค" ซึ่งเป็นหลักที่ "ใหม่ของเรา" แต่ "เก่าของคนอื่น" เพราะเพิ่งจะเริ่มหยั่งรากเห็นผลเอาก็หลังจากการมีรัฐธรรมนูญ 2540 นั่นเอง 

แม้ก่อนหน้านี้ ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางเพศในสังคมไทยอาจจะไม่ถือว่าหนักหนา แต่ก็มีจุดเหลื่อมล้ำกันบ้าง อย่างเช่น ตำแหน่งราชการสำคัญๆ ได้แก่ ปลัดอำเภอ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ก็เพิ่งมาได้รับการยอมรับให้ผู้หญิงก็ดำรงตำแหน่งได้เอาเมื่อไม่ถึงสามสิบปีนี้เอง จนกระทั่งเมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 มีผลใช้บังคับจริงจัง มีองค์กรที่ทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และมีกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญที่ได้ผล ความเท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงก็พัฒนาขึ้นไปอีก นับตั้งแต่การยินยอมให้ผู้หญิงสามารถตัดสินใจใช้นามสกุลของตัวเอง หรือเลือกคำนำหน้านามของตัวเองได้หลังแต่งงาน ไปจนกระทั่งสามารถแยกคำนวณภาษีได้เองโดยไม่ถือเป็นรายได้ของสามีแล้ว (ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ก็ต้องขอยกให้เป็นเครดิตของ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ด้วย เพราะการแก้ไขกฎหมายทั้งสองเรื่องเป็นผลมาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่ากฎหมายรูปแบบเดิมนั้นขัดต่อหลักความเสมอภาคทางเพศ) หรืออย่างในเรื่องอาชีพ ที่ในตอนนี้ผู้หญิงสามารถสอบเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจก็ได้ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการในเรื่องความเสมอภาคระหว่างชายหญิง ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้คนส่วนใหญ่เห็นว่า ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้วที่บุรุษจะพึงสละที่นั่งให้สตรีในบริการขนส่งมวลชน

มีความเข้าใจผิดประการหนึ่งว่า "ความเสมอภาค" หรือ "ความเท่าเทียม" นั้น คือการที่ทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติเหมือนๆ กันไปหมดเสมอหน้ากัน แต่แท้จริงแล้ว นอกจากการปฏิบัติที่แตกต่างกันต่อสิ่งที่มีสาระสำคัญเหมือนกัน จะถือว่าเป็นการ "เลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม" แล้ว ในทางกลับกัน คือการปฏิบัติเหมือนกันต่อสิ่งที่มีสาระสำคัญแตกต่างกันด้วย 

เช่น ถ้าในการสอบครั้งหนึ่ง ที่มีทั้งคนตาบอดกับคนสายตาปกติเข้าสอบด้วยกัน แต่มีข้อสอบให้แบบเดียวคือ แบบพิมพ์ข้อความบนกระดาษ เช่นนี้เป็นการปฏิบัติที่ "เหมือนกัน" กับผู้เข้าสอบทุกคน แต่เราก็คงเห็นได้ว่านี่เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เพราะทำให้ผู้เข้าสอบที่ตาบอดเสียเปรียบถึงขนาดไม่อาจทำข้อสอบได้เลย ดังนั้น ในสถานการณ์นี้การมีข้อสอบที่เป็นตัวอักษรเบรลสำหรับคนตาบอดไว้ชุดหนึ่ง กับข้อสอบแบบทั่วไป นั่นถึงเป็น การปฏิบัติที่แตกต่างกัน แต่ก็ไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม 

แต่ในกรณีที่ยกตัวอย่างไปข้างต้นนั้น ก็อาจจะเป็นการเลือกปฏิบัติก็ได้ หากคำถามสำหรับข้อสอบสำหรับคนตาบอดนั้นง่ายกว่าข้อสอบของผู้เข้าสอบที่ไม่ตาบอด นั่นเพราะการมองเห็นหรือมองไม่เห็น ไม่ใช่ "สาระสำคัญ" ที่ใช้วัดความรู้ที่มีอยู่ในหัวสมอง ดังนั้น จุดตัดที่เอาไว้พิจารณาว่า การ "ปฏิบัติให้แตกต่าง" ในเรื่องใดเป็นไปเพื่อให้เกิดความเสมอภาค หรือเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมนั้น จึงได้แก่ การพิจารณา "สาระสำคัญ" ของสิ่งนั้นๆ 

กลับมาสู่ปัญหาเรื่องการใช้รถโดยสารสาธารณะ หากพิจารณา "สาระสำคัญ" คือการที่ทุกคนสามารถโดยสารไปได้อย่างปลอดภัยเป็น "ความเสมอภาค" แล้ว การ "ปฏิบัติให้ต่าง" ที่อาจจะยอมรับได้ ก็ได้แก่กรณีที่อาจจะทำให้การยืนบนรถนั้นอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้นั้น ซึ่งเกณฑ์นี้เองที่อาจจะนำมาใช้ในการพิจารณาว่า "ใคร" ควรได้รับการสละที่นั่งบนรถเมล์รถไฟฟ้า ซึ่งก็ได้แก่ผู้เสียเปรียบทางสรีระหรือสุขภาพ เช่น เด็กที่สูงไม่ถึงที่จะจับราวได้ สตรีมีครรภ์หรือมากับเด็กอ่อน ผู้พิการ และคนชรา ซึ่งหากให้ผู้มีข้อจำกัดดังกล่าวนั้น "ยืน" เหมือนคนอื่นๆ แล้ว ก็เท่ากับทำให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวเสี่ยงอันตรายเกินกว่าคนอื่นหากรถเบรกหรือเข้าโค้ง ซึ่งหากปฏิบัติ "เหมือน" ต่อ "ความต่าง" เช่นนี้ ก็จะถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม 

กระนั้นในแต่ละวัฒนธรรม ก็มีมุมมองต่อ "สาระสำคัญ" เกี่ยวกับความแตกต่างทางกายนี้ต่างกัน เช่น ของประเทศไทยยังเพิ่มให้ "นักบวช" ในพุทธศาสนาเป็นบุคคลที่สมควรสละที่ให้ ด้วยเหตุผลทางศาสนาและวัฒนธรรม หรือในบางประเทศ ผู้สูงอายุหลายคนก็ไม่ยอมรับการสละที่นั่ง เพราะมองว่าตนเองนั้นเพียงอายุมาก แต่ไม่ได้มีข้อจำกัดทางกายอะไร แต่ในบางประเทศเขาถือว่า "เด็กๆ" นั้นเป็นวัยแข็งแรงอยู่ ก็ไม่ใช่ผู้สมควรได้รับการสละที่นั่ง เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเรื่องของ "หลักความเสมอภาค" ที่เป็นคนละเรื่องกับ "น้ำใจ" 

เพราะเราอาจจะไม่ได้ใช้หลักการใดๆ ข้างต้นเลยก็ได้ ที่จะสละที่นั่งให้หญิงในชุดพนักงานบริษัท ที่มีท่าทางเหน็ดเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน เหตุผลอาจเพียงเพราะเรารู้สึก "เห็นใจ" จนอยากมอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้เธอ เป็นเรื่องดีๆ ในระหว่างเดินทางกลับบ้าน

น้ำใจเช่นนั้นเอง เป็นสิ่งที่ทำให้ "ความเสมอภาค" กลมกล่อมอบอุ่นขึ้น
m.matichon.co.th