วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557
วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 19:00:28 น.
ปรวิชย์ มะกรวัฒนะ : "หลักนิติธรรม": ความเป็นประชาธิปไตยและการถ่วงดุลอำนาจอธิปไตย

 

 โดย นายปรวิชย์ มะกรวัฒนะ อัยการจังหวัด สคช. สำนักงานอัยการจังหวัดตราด




สังคมไทยในปัจจุบันนั้นดูมีความยุ่งเหยิงในวิธีคิดและหลักการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างมากทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราถูกปลูกฝังให้เชื่อว่าประชาธิปไตยคือเสียงส่วนใหญ่ (ในสภา) และปฏิเสธเสียงส่วนน้อยให้จำต้องปฏิบัติตาม แท้จริงแล้วการปกครองแบบประชาธิปไตยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปยังฝ่ายรัฏฐาธิปัตย์ซึ่งเป็นคนออกกฎหมายและถือว่าความเห็นที่มีเสียงสนับสนุนมากที่สุดนั้น มีความชอบธรรมในระดับเบื้องต้นในการออกบังคับใช้กฎหมาย


แต่ก็มิได้หมายถึงว่าเสียงที่มากที่สุดนั้นจะเป็นใหญ่สุดในสภาหรือในระบอบประชาธิปไตย

แท้จริงแล้วสิ่งที่ประชาชนไม่ค่อยรู้ก็คือ เสียงส่วนใหญ่ของ ส.ส.ในสภาหรือการผ่านร่างกฎหมายใดๆ ก็ตาม จะต้องอยู่ภายใต้กรอบแห่งหลัก "นิติธรรม" (The Rule of Law) หมายถึงว่ากฎหมายทุกฉบับที่ผ่านสภานิติบัญญัตินั้น แม้ว่าจะมีเสียงท้วมท้นในการผ่านร่างกฎหมาย (bill) ก็ตาม แต่สภาก็ย่อมต้องเคารพต่อหลักนิติธรรม นั่นหมายถึงกฎหมายต้องมีความเป็นธรรมในตัวของกฎหมายเองด้วย

ฉะนั้น กฎหมายที่มีเจตนาแอบแฝงเพื่อช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์กลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่มนั้น เรียกว่าไม่เป็นธรรม (injustice) มีอคติ (prejudice) และขาดความเสมอภาค (arbitrary and capricious) ในสังคมประชาธิปไตยในต่างประเทศทั่วโลก ได้มีปรากฏการณ์เกิดขึ้นบ่อยครั้งของการที่ภาคประชาชนไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจนิติบัญญัติของสภา และมีการแสดงออกด้วยการประท้วง เรียกร้อง และคว่ำบาตรกฎหมายที่ราษฎรเห็นว่าไม่เป็นธรรมต่อสังคม

ประชาธิปไตยจึงเป็นเพียง "เครื่องมือ" ของรัฐอย่างหนึ่งในการนำความเป็นธรรมมาสู่ประชาชนผู้อยู่ใต้ปกครอง ตัวประชาธิปไตยเองนั้นจึงไม่ใช่ความเป็นธรรม เนื่องจากประชาธิปไตยเป็นดังตัวจักรขับเคลื่อนให้ฝ่ายนิติบัญญัติ (สภา) สามารถทำงานกำหนดกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายได้บนความชอบธรรมจากเสียงของราษฎร โดยผ่านการกลั่นกรองของสภาและวุฒิสภาอีกที

อย่างไรก็ดี ผู้คิดค้นระบบการปกครองแบบนิติรัฐ หรือนิติธรรม หรือกฎหมายเป็นใหญ่ในแผ่นดินนั้น เกรงว่าสุดท้ายแล้วตัวกฎหมายเองนั่นแหละที่จะกลับมาเอารัดเอาเปรียบประชาชน หากว่าอำนาจของนิติบัญญัตินั้นได้มาอยู่ในกลุ่มคนเพียงหยิบมือ



ดังนั้นในระบอบประชาธิปไตยทุกแห่งหน จึงต้องมีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐที่แบ่งแยกออกเป็นสามส่วนด้วยกันคือนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ระบอบประชาธิปไตยบนหลักนิติรัฐ จึงไม่ยอมปล่อยให้อำนาจใดอำนาจเดียวในสามส่วนได้พัฒนาตัวเองจนสุดโต่ง และไปบ่อนทำลายอีกขั้วอำนาจหนึ่งในสามประการดังกล่าวได้

ในต่างประเทศนั้นถือว่าอำนาจบริหารของรัฏฐาธิปัตย์ (executive branch) นั้น กินขอบเขตใหญ่ที่สุดเพราะสามารถยืดหยุ่นได้มากที่สุดบนหลักรัฐศาสตร์ เพื่อที่จะได้สามารถออกนโยบายสนองต่อการขยายระบบเศรษฐกิจและความต้องการของประชาชนในประเทศได้



ส่วนอำนาจตุลาการนั้นเป็นอำนาจที่เล็กที่สุด เพราะมีความแข็งกระด้างและไม่ยืดหยุ่นของกฎหมายที่บังคับใช้ อย่างไรก็ดี บนความเล็กดังกล่าวเช่นว่านั้น อำนาจตุลาการกลับเป็นที่ยอมรับว่าเป็นอำนาจที่เข้มแข็ง ทรงพลัง และเป็นอำนาจสุดท้ายตามคอนเซ็ปต์ในชื่อของหลัก "The Rule of Law"

ฉะนั้น กฎหมายทุกฉบับที่ผ่านรัฐสภาจะต้องเคารพกฎหมายตามลำดับศักดิ์ที่ใหญ่กว่านั้นก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายลำดับล่างที่มีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น จึงต้องถูกตีตกหรือเป็นโมฆะไป ส่วนฝ่ายที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบความผิดหลงของกฎหมาย ก็คืออำนาจตุลาการ (judicial branch) ในบางประเทศได้ใช้ศาลยุติธรรม (judicial court) เป็นผู้ตรวจสอบอำนาจนิติบัญญัติ เช่นศาลสูงสุดในสหรัฐอเมริกา (US supreme court)



แต่ในบางประเทศเช่นเยอรมนี ได้ใช้ศาลชำนาญการพิเศษเป็นฝ่ายตรวจสอบ นั่นคือศาลรัฐธรรมนูญ (Constitution Court)



ศาลรัฐธรรมนูญในเยอรมนี ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้คัดลอกแบบอย่างมานั้น ได้รับการยอมรับว่าเป็น Warren of the Constitution หรือผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ศาลจึงมีอำนาจหยิบยกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่ขัดต่อข้อบทของรัฐธรรมนูญได้เองโดยไม่ต้องผ่านหน่วยงานอื่นใด

ระบบศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนีนี้จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์อันพิสดารล้ำยุคล้ำสมัยขึ้นมาว่า ศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปมีอำนาจเข้าแทรกแซงฝ่ายการเมืองผ่านกระบวนการตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติได้ (maximum potential for "political influence" using constitutional review) ซึ่งก็ได้เกิดขึ้นอย่างชนิดที่เปิดเผยและแผ่รัศมีวงกว้างไปกว่าศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาที่ศาลมักจะชอบใส่อำนาจjudicial review ไว้ในคำพิพากษา เนื่องจากเป็นระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ หรือ (judge-made law)



ดังนั้นจึงเกิดกรณีสภาพการเมืองในประเทศเยอรมนี ที่พรรคฝ่ายเสียงข้างน้อยในรัฐสภาเยอรมันได้อาศัยช่องทางศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมาใช้แก้ไขปัญหาทางการเมือง นั่นก็เป็นเพราะว่า วัตถุประสงค์ประการหนึ่งของอำนาจตรวจสอบและถ่วงดุล judicial review ของฝ่ายตุลาการในเยอรมนี ก็เพื่อคุ้มครองเสียงข้างน้อย (defeated parliamentary minority) จากเผด็จการเสียงทางรัฐสภา และประชาชนที่เมืองเบียร์ต่างนิยมและถือตนว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

อำนาจของศาลที่สามารถตรวจสอบหรือล้วงลูกกิจกรรมทางการเมืองในการออกกฎหมายที่มิชอบของฝ่ายนิติบัญญัตินั้นเรียกว่า"Judicial Review" หรือแปลเป็นไทยได้ว่า "การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจนิติบัญญัติ" สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ท่านผู้อ่านเกิดความไม่พอใจพอสมควรกับการมาก้าวก่ายอำนาจนิติบัญญัติของฝ่ายตุลาการ จึงขอให้ท่านผู้อ่านกลับไปไตร่ตรองอีกครั้งหนึ่งว่าระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐ (checks and balance) จะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากว่าศาลนั้นได้จำกัดขอบเขตของตัวเองอยู่เพียงแค่การตัดสินและวินิจฉัยคดีแพ่ง คดีอาญา คดีปกครอง คดีคุ้มครองผู้บริโภค ฯลฯ

ฉะนั้น จึงสามารถตอบโจทย์ได้ชัดเจนว่าแท้จริงแล้วอำนาจนิติบัญญัติของรัฐสภานั้น มิได้อยู่อย่างโดดเดียวและเป็นอิสระอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจกันผิดๆ แต่ฝ่ายนิติบัญญัตินั้น เป็นเพียงสาขาหนึ่งในสามขา (Tripod) ของหลักนิติรัฐ ที่จะต้องถูกคานดุลจากอำนาจตุลาการ (Judiciary) เสมอ



เพียงแต่ในทางปฏิบัติแล้วฝ่ายตุลาการมักจะไม่ค่อยไปก้าวก่ายอำนาจของนิติบัญญัติมาเท่าไหร่นัก



ในประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกว่าหลัก "Doctrine of Deference" คือ ศาลจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับด้านเทคนิคและวิทยาศาสตร์และปล่อยให้ฝ่ายสภาเล่นไปตามเกมแห่งอำนาจนิติบัญญัติ



แต่ทันทีที่ศาลเห็นว่าเกมการออกบังคับใช้กฎหมายที่สภากำลังเล่นอยู่นั้นได้กระทบต่อความเป็นธรรมสิทธิขั้นพื้นฐาน ความเสมอภาค และความมั่นคงของประเทศ ศาลย่อมสามารถใช้อำนาจการตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติ (judicial review) ได้อย่างเข้มงวดเช่นกัน

การดื้อแพ่งหรืออารยะขัดขืน ที่ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมกันนั้น ขอแบ่งออกเป็นสองภาค ดังนี้

หนึ่ง อารยะขัดขืนโดยภาคเอกชนหรือพลเรือนเรียกว่า "civil disobedience" มิถือว่าเป็นการยึดอำนาจของรัฏฐาธิปัตย์ แต่เข้าข่ายการประท้วงหรือเรียกร้องสิทธิบางประการที่เห็นว่าไม่ยุติธรรม หรือได้มีเจตจำนงทางการเมือง (political will) ที่แตกต่างไปจากความเห็นของสภา ในฐานะที่ประชาชนได้เห็นตรงข้ามกับเสียงส่วนใหญ่ของ ส.ส.ในสภาในการผ่านร่างกฎหมายออกมา ซึ่งรัฏฐาธิปัตย์มีหน้าที่จะต้องให้ความคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในการแสดงออกทางการเมืองของท่านตามกติกาสากล Covenant of Civil and Political Rights (ICCPR) ที่ประเทศไทยได้ลงนามไว้ด้วย เพราะถือเป็น minority protection หรือการดูแลเสียงข้างน้อยตามหลักนิติธรรม

แต่ทั้งนี้ ผู้ประท้วงต้องมีความพร้อมที่จะรับผลทางกฎหมายที่ได้จงใจละเมิดในระหว่างการประท้วงนั้นด้วยเช่นกัน หลักการอารยะขัดขืน (civil disobedience) ได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางทั่วโลกโดยขบวนการชาตินิยม (เช่น มหาตมะ คานธี ใช้การละเมิดสิทธิ เพื่อประท้วง ต่อต้านการปกครอง อาณานิคมของอังกฤษ ในประเทศอินเดีย) ผู้นำสิทธิมนุษยชน (เช่น มาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนียร์ ใช้การละเมิดสิทธิในการประท้วงต่อต้านกฎหมาย แยกเชื้อชาติในสหรัฐอเมริกา) และกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านสงคราม (เช่น มูฮัมหมัด อาลี ที่ใช้ในการละเมิดสิทธิเพื่อประท้วง การมีส่วนร่วมของสหรัฐในการทำสงครามเวียดนาม )

สอง การที่ ส.ส.หรือข้าราชการฝ่ายการเมือง ที่ประสงค์จะดื้อแพ่งต่ออำนาจศาลนั้น ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์โลกเท่าที่ผู้เขียนได้ร่ำเรียนกฎหมายมา เนื่องจากอำนาจของฝ่ายรัฐสภานั้นต้องตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบและถ่วงดุลของฝ่ายตุลาการ (checks and balance) จะมีเคยปรากฏก็เฉพาะในกรณีของปรากฏการณ์ "Counter-majoritarian Difficulty" ในราวยุค ค.ศ.1970 กลางๆ เป็นเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันได้ "เหยียบเบรก" การผ่านร่างกฎหมายในรัฐสภาของประเทศเยอรมนีอย่างไม่อั้น เรียกได้ว่าไม่ไว้หน้าระบอบประชาธิปไตยหรือเสียงส่วนใหญ่ในสภา ถือเป็นเพียงการแสดงความเห็นและท่าทีที่ไม่เห็นด้วยของนักนิติบัญญัติ แต่ไม่ถึงขั้นที่ปฏิเสธและไม่ยอมรับอำนาจศาล

อย่างไรก็ดี การดื้อแพ่งหรือไม่ยอมรับอำนาจศาล หรือการวางแผนล้มศาลรัฐธรรมนูญนั้น ย่อมมีความเสี่ยงในประเด็นที่ว่าจะเป็นการล้มล้างอำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือทำให้ใช้อำนาจดังกล่าวไม่ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 อันเป็นความผิดฐานเป็นกบฏต่อราชอาณาจักรไทย (Treason) ซึ่งเมื่อเป็นความผิดทางอาญาแล้ว ศาลอาญาย่อมมีอำนาจลงโทษกลุ่มบุคคลหรือพรรคการเมืองที่ร่วมกระทำการดังกล่าวได้



แม้ว่าในวันนั้นจะไม่มีศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้วก็ตาม

หมายเหตุ - สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้มีการล้มล้างศาลรัฐธรรมนูญก็คือ ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอธิปไตย (checks and balance) ไปจากระบบของเยอรมัน (centralized system) และไปใช้ระบบของสหรัฐอเมริกา (decentralized system) แทน เนื่องจากระบบของศาลรัฐธรรมนูญทั่วโลกนั้นได้มีอยู่เพียงแค่สองระบบเท่านั้น ผลที่จะเกิดตามมาก็คือ ศาลยุติธรรม (judicial court) จะกลับเข้ามาเป็นผู้ทำหน้าที่รักษาการตรวจสอบและถ่วงดุล หรือ "judicial review" ในการออกบังคับใช้กฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นการยินยอมให้ระบบศาลยุติธรรมสามารถเข้ามาบังคับผลของการกระทำความผิดทางอาญาในกิจกรรมใดๆทางการเมืองของฝ่ายนิติบัญญัติได้ในทันที

m.matichon.co.th